เวชระเบียนและสรุปประวัติการรักษา
สำเนาเวชระเบียนและใบสรุปประวัติการรักษา ใช้ต่อเนื่องการรักษาในต่างประเทศ ยื่นประกัน หรือประกอบคดี โดยต้องขอผ่านสถานพยาบาลตามกระบวนการคุ้มครองข้อมูลสุขภาพ
เวชระเบียนเป็นเอกสารที่สถานพยาบาลจัดทำและเก็บรักษาตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ผู้ป่วยไม่ได้เป็นเจ้าของตัวเล่มเวชระเบียน แต่มีสิทธิขอสำเนาข้อมูลของตนเองตามระเบียบของสถานพยาบาลและตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การขอจึงต้องยื่นแบบคำขอและแสดงตัวตน
เอกสารที่ใช้จริงในต่างประเทศมักไม่ใช่เวชระเบียนทั้งเล่ม แต่เป็นใบสรุปประวัติการรักษา (medical report หรือ discharge summary) ที่แพทย์เจ้าของไข้เรียบเรียง ระบุการวินิจฉัย การรักษาที่ได้รับ ยาและขนาดยาที่ใช้อยู่ และคำแนะนำในการรักษาต่อเนื่อง ซึ่งอ่านง่ายกว่าและแปลได้ตรงกว่า
การแปลเอกสารการแพทย์ต้องใช้ผู้แปลที่เข้าใจศัพท์คลินิก ชื่อยาสามัญและชื่อการค้า รวมถึงรหัสวินิจฉัยโรค ความคลาดเคลื่อนของชื่อยาเพียงตัวเดียวอาจกระทบต่อการรักษาต่อเนื่อง จึงควรให้แพทย์หรือเภสัชกรช่วยทวนรายการยาก่อนส่งแปล
เมื่อจะใช้ต่อหน่วยงานต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ให้รับรองสำเนาถูกต้องโดยสถานพยาบาลหรือโดยทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร แล้วรับรองคำแปลที่กรมการกงสุล และยื่นสถานทูตปลายทางเมื่อประเทศนั้นกำหนด
เอกสารที่ต้องเตรียม
- แบบคำขอสำเนาเวชระเบียนของสถานพยาบาล
- บัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทางของผู้ป่วย
- หนังสือมอบอำนาจและสำเนาบัตรของผู้รับมอบอำนาจ กรณีให้ผู้อื่นดำเนินการแทน
- หนังสือแสดงความยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลสุขภาพ ตามแบบของสถานพยาบาล
- ใบสรุปประวัติการรักษา ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และรายการยาที่ใช้อยู่
ลำดับขั้นตอน
- ยื่นคำขอสำเนาเวชระเบียนหรือขอใบสรุปประวัติการรักษาที่สถานพยาบาล
- ตรวจความครบถ้วนของเอกสาร โดยเฉพาะรายการยา ขนาดยา และวันที่รักษา
- รับรองสำเนาถูกต้องโดยสถานพยาบาลหรือทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร
- แปลโดยผู้แปลที่ชำนาญศัพท์การแพทย์ และทวนรายการยากับผู้ประกอบวิชาชีพ
- รับรองคำแปลที่กรมการกงสุล แล้วยื่นสถานทูตปลายทางเมื่อกำหนด
เช็กลิสต์ก่อนยื่น
- ทุกหน้าที่ส่งมีเลขหน้าและระบุชื่อผู้ป่วยตรงกัน
- รายการยาระบุชื่อสามัญกำกับชื่อการค้า และระบุขนาดยาชัดเจน
- มีลายมือชื่อแพทย์ผู้สรุปประวัติและตราสถานพยาบาล
- ไม่มีหน้าที่ขาดหายในช่วงเวลาการรักษาที่ปลายทางขอ
- ข้อมูลบุคคลที่สามที่ไม่เกี่ยวข้องถูกปกปิดตามหลักการคุ้มครองข้อมูล
คำแนะนำจากทีมงาน
- ขอใบสรุปประวัติเป็นภาษาอังกฤษจากโรงพยาบาลตั้งแต่ต้น หากโรงพยาบาลมีบริการ จะลดงานแปลและความคลาดเคลื่อน
- แจ้งวัตถุประสงค์กับแพทย์ เช่น เพื่อรักษาต่อเนื่องหรือเพื่อยื่นประกัน เพราะรายละเอียดที่ต้องเน้นต่างกัน
- เก็บไฟล์ผลตรวจภาพ เช่น ซีดีเอกซเรย์หรือเอ็มอาร์ไอ ไปด้วย เพราะแพทย์ปลายทางมักขอดูภาพต้นฉบับ
- ทำสารบัญเอกสารหนึ่งหน้าเรียงตามลำดับเวลา ช่วยให้ผู้รับตรวจสอบได้เร็วและลดการขอเอกสารเพิ่ม
ข้อควรระวัง
- ส่งเวชระเบียนทั้งเล่มโดยไม่คัดเฉพาะช่วงที่เกี่ยวข้อง ทำให้ค่าแปลสูงและผู้รับอ่านไม่ตรงประเด็น
- แปลชื่อยาผิดหรือใช้ชื่อการค้าที่ไม่มีจำหน่ายในประเทศปลายทาง โดยไม่ระบุชื่อสามัญกำกับ
- ยื่นสำเนาที่ไม่ได้รับรอง ทำให้ชั้นนิติกรณ์ไม่รับเรื่อง
- ให้ผู้อื่นไปขอแทนโดยไม่มีหนังสือมอบอำนาจ ทำให้สถานพยาบาลปฏิเสธตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูล
- ลืมขอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่อ้างถึงในใบสรุป ทำให้เอกสารอ้างถึงสิ่งที่ไม่ได้แนบ
คำถามที่พบบ่อย
ผู้ป่วยมีสิทธิขอสำเนาเวชระเบียนของตนเองหรือไม่
มีสิทธิขอสำเนาข้อมูลของตนเองตามระเบียบของสถานพยาบาลและตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยตัวเล่มเวชระเบียนยังเป็นเอกสารที่สถานพยาบาลต้องเก็บรักษาตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541
ญาติขอเวชระเบียนแทนผู้ป่วยได้ไหม
โดยหลักต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากผู้ป่วย กรณีผู้ป่วยเสียชีวิตหรือไม่อยู่ในภาวะที่ให้ความยินยอมได้ สถานพยาบาลจะพิจารณาตามระเบียบภายในและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
ต้องแปลเวชระเบียนทั้งหมดหรือไม่
ไม่จำเป็น ปกติแปลเฉพาะใบสรุปประวัติการรักษา ผลตรวจสำคัญ และรายการยา ตามที่ผู้รับเอกสารกำหนด ซึ่งช่วยลดทั้งเวลาและความคลาดเคลื่อน
เอกสารการแพทย์ต้องผ่านกรมการกงสุลทุกกรณีไหม
ไม่ทุกกรณี หากส่งให้แพทย์ปลายทางเพื่อรักษาต่อเนื่องมักไม่ต้องนิติกรณ์ แต่ถ้าใช้ต่อหน่วยงานราชการ ศาล หรือประกันในต่างประเทศ มักต้องรับรองคำแปลก่อน
ใช้เวชระเบียนประกอบคดีในศาลต่างประเทศได้ไหม
ได้เมื่อผ่านการรับรองตามที่ศาลปลายทางกำหนด ซึ่งมักรวมถึงการรับรองสำเนา การรับรองคำแปล และในบางประเทศต้องมีคำรับรองของผู้แปลด้วย
ข้อมูลของผู้ป่วยรายอื่นที่ปรากฏในเอกสารต้องทำอย่างไร
ควรปกปิดข้อมูลของบุคคลที่สามที่ไม่เกี่ยวข้องก่อนส่งออก เพราะข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวตาม PDPA มาตรา 26
ขอเวชระเบียนย้อนหลังได้กี่ปี
ขึ้นกับระยะเวลาจัดเก็บของสถานพยาบาลแต่ละแห่งตามระเบียบที่ใช้บังคับ จึงควรสอบถามฝ่ายเวชระเบียนของโรงพยาบาลนั้นโดยตรงก่อนวางแผนเอกสาร
ต้องการให้ตรวจเอกสารก่อนยื่น ติดต่อ LINE @nycli โทร +66-83-249-4999 หรืออีเมล nycli@ilc.ltd ทีมงานจะแจ้งขั้นตอน เอกสารที่ยังขาด และกรอบเวลาที่เป็นไปได้จริงตามกรณีของคุณ