เอกสารนิติบุคคลและการค้า
หนังสือรับรองบริษัท บอจ.5 หนังสือบริคณห์สนธิ งบการเงิน มติที่ประชุม และสัญญาทางธุรกิจ — ใช้ยื่นคู่ค้าต่างประเทศ ธนาคาร และการประมูลงาน
หนังสือรับรองนิติบุคคลและเอกสารทะเบียนธุรกิจออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารเหล่านี้มีอายุการยอมรับสั้นในทางปฏิบัติ เพราะสะท้อนสถานะ ณ วันที่คัด คู่ค้าและธนาคารต่างประเทศส่วนใหญ่จึงกำหนดให้คัดใหม่ก่อนยื่น ควรตรวจข้อกำหนดของผู้รับก่อนเริ่มแปลเพื่อไม่ให้เอกสารหมดอายุระหว่างขั้นตอน
คำแปลเอกสารนิติบุคคลต้องคงชื่อบริษัทภาษาอังกฤษที่จดทะเบียนไว้อย่างเคร่งครัด รวมถึงคำต่อท้ายรูปแบบนิติบุคคล หากบริษัทจดชื่อภาษาอังกฤษไว้แล้ว ห้ามแปลชื่อใหม่ เพราะธนาคารและนายทะเบียนต่างประเทศจะเทียบชื่อกับเอกสารจดทะเบียนอื่น เช่น ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือสัญญาที่ลงนามไว้
วัตถุประสงค์ของบริษัทและข้อจำกัดอำนาจกรรมการเป็นส่วนที่มีผลทางกฎหมายสูงสุดในหนังสือรับรอง ต้องแปลให้ครบทุกข้อ โดยเฉพาะเงื่อนไขการลงนามผูกพัน เช่น จำนวนกรรมการที่ต้องลงนามร่วมกันและการประทับตราสำคัญ หากคำแปลตกหล่นข้อจำกัดเหล่านี้ คู่สัญญาต่างประเทศอาจเข้าใจอำนาจลงนามคลาดเคลื่อน
งบการเงินมีศัพท์บัญชีเฉพาะที่ต้องใช้ให้ตรงกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่ใช้จัดทำงบนั้น และต้องคงหมายเหตุประกอบงบการเงินไว้ เพราะหมายเหตุคือส่วนที่อธิบายนโยบายบัญชีและภาระผูกพัน การแปลเฉพาะหน้างบดุลโดยตัดหมายเหตุออกมักถูกผู้รับตีกลับ
หมายเหตุสถานะกฎหมาย: ประเทศไทยยื่นภาคยานุวัติสารเข้าเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1961 (Apostille) เมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 (ที่มา: HCCH) ก่อนถึงวันดังกล่าว คำแปลและเอกสารยังต้องผ่าน การรับรองของกรมการกงสุลและสถานทูตปลายทางตามลำดับเดิม
เอกสารในกลุ่มนี้
- หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
- บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5)
- หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับบริษัท
- งบการเงินและหมายเหตุประกอบงบการเงิน
- รายงานการประชุมและมติคณะกรรมการ/ผู้ถือหุ้น
- สัญญาทางธุรกิจ ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) และใบอนุญาตประกอบกิจการ
ลำดับขั้นตอน
- คัดหนังสือรับรองฉบับใหม่จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- แปลโดยคงชื่อภาษาอังกฤษที่จดทะเบียนและข้อจำกัดอำนาจลงนามครบถ้วน
- เอกสารที่บริษัทจัดทำเอง ให้ผู้มีอำนาจลงนามต่อหน้าทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อ
- ยื่นรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล
- รับรองต่อที่สถานทูตประเทศปลายทางตามที่ผู้รับกำหนด
เช็กลิสต์เตรียมเอกสาร
- ใช้ชื่อบริษัทภาษาอังกฤษตามที่จดทะเบียนไว้เท่านั้น
- ตรวจวันที่คัดเอกสารให้อยู่ในกรอบเวลาที่ผู้รับยอมรับ
- แปลวัตถุประสงค์และเงื่อนไขการลงนามผูกพันครบทุกข้อ
- แนบหมายเหตุประกอบงบการเงินเสมอ
- ตรวจว่าผู้ลงนามมีอำนาจตามหนังสือรับรองฉบับล่าสุด
คำถามที่พบบ่อย
หนังสือรับรองบริษัทคัดไว้นานแล้วใช้ได้หรือไม่
ในทางปฏิบัติผู้รับเอกสาร เช่น ธนาคารหรือนายทะเบียนต่างประเทศ มักกำหนดให้เป็นฉบับที่คัดใหม่ เนื่องจากหนังสือรับรองแสดงสถานะ ณ วันที่คัด ควรสอบถามกรอบเวลาที่ผู้รับยอมรับก่อนเริ่มขั้นตอน
ชื่อบริษัทควรแปลหรือทับศัพท์
หากบริษัทจดชื่อภาษาอังกฤษไว้กับนายทะเบียนแล้ว ต้องใช้ชื่อนั้นตรงตัว ไม่แปลใหม่ เพราะชื่อที่ไม่ตรงกันทำให้ผู้รับไม่สามารถเชื่อมโยงกับเอกสารจดทะเบียนอื่นได้
มติที่ประชุมที่บริษัทพิมพ์เองต้องทำอย่างไร
เป็นเอกสารที่เอกชนจัดทำเอง จึงต้องให้ผู้มีอำนาจลงนามต่อหน้าทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อที่ขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความก่อน แล้วจึงนำไปรับรองนิติกรณ์ต่อได้
งบการเงินต้องแปลทั้งเล่มหรือไม่
ควรแปลทั้งชุดรวมหมายเหตุประกอบงบการเงินและรายงานผู้สอบบัญชี เพราะเป็นส่วนที่อธิบายนโยบายบัญชีและภาระผูกพัน หากผู้รับระบุขอบเขตที่ต้องการชัดเจน ให้ระบุขอบเขตนั้นไว้ในคำรับรอง
สัญญาสองภาษาควรระบุอะไรไว้
ควรมีข้อกำหนดระบุว่าฉบับภาษาใดมีผลบังคับเมื่อข้อความขัดกัน (governing language) เพื่อลดข้อพิพาทจากความต่างของถ้อยคำระหว่างสองฉบับ
เอกสารบริษัทต่างประเทศจะใช้ในไทยต้องทำอย่างไร
โดยทั่วไปต้องได้รับการรับรองในประเทศต้นทางตามระบบของประเทศนั้น และรับรองโดยสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยในประเทศนั้น แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยเพื่อยื่นต่อหน่วยงานในไทย
ต้องการให้เจ้าหน้าที่ประเมินชุดเอกสารของคุณ ส่งภาพสแกนมาก่อนได้ทาง LINE หรืออีเมล แล้วทีมงานจะแจ้งขั้นตอนและค่าบริการที่ตรงกับกรณีของคุณกลับไป