N
NYC Legal
Notary · Translation

เอกสารคดีความและเอกสารที่ยื่นต่อศาล

คำฟ้อง คำให้การ สัญญาพิพาท พยานเอกสารภาษาต่างประเทศ คำพิพากษาจากศาลต่างประเทศ และเอกสารประกอบการบังคับคดี — กลุ่มที่คำแปลต้องแม่นยำระดับคำต่อคำเพราะถูกใช้เป็นพยานหลักฐาน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วางหลักว่าเอกสารที่ยื่นต่อศาลไทยต้องทำเป็นภาษาไทย หากเป็นเอกสารภาษาต่างประเทศ ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความส่งคำแปลเป็นภาษาไทยที่มีผู้แปลรับรองความถูกต้องมาด้วย ด้วยเหตุนี้คำแปลในคดีความจึงไม่ใช่งานเอกสารประกอบทั่วไป แต่เป็นเอกสารที่คู่ความอีกฝ่ายและศาลจะตรวจสอบได้ตลอดกระบวนพิจารณา

คำแปลในคดีต้องรักษาโครงสร้างของต้นฉบับให้ครบ ทั้งหัวเอกสาร เลขคดี วันที่ ลายมือชื่อ ตราประทับ เชิงอรรถ และข้อความที่ขีดฆ่า หากต้นฉบับมีส่วนที่อ่านไม่ออก ผู้แปลต้องระบุไว้ตรงตำแหน่งนั้นว่าอ่านไม่ได้ ไม่ใช่เดาเนื้อความ การเติมหรือตัดข้อความแม้เพียงเล็กน้อยอาจถูกอีกฝ่ายหยิบยกโต้แย้งน้ำหนักพยานได้

ศัพท์กฎหมายเป็นจุดชี้ขาดของงานกลุ่มนี้ คำที่ดูใกล้เคียงกันในภาษาอังกฤษ เช่น termination กับ rescission หรือ indemnity กับ warranty ให้ผลทางกฎหมายต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้แปลจึงต้องเลือกคำไทยที่สอดคล้องกับระบบกฎหมายไทย และควรคงคำต้นฉบับไว้ในวงเล็บเมื่อคำนั้นเป็นคำนิยามในสัญญา

สำหรับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต่างประเทศที่จะนำมาใช้ในไทย นอกจากคำแปลแล้ว ตัวเอกสารมักต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานของประเทศต้นทางและสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศนั้นก่อน เงื่อนไขต่างกันตามประเภทคดีและประเทศต้นทาง จึงควรตรวจสอบกับศาลหรือหน่วยงานที่รับเรื่องก่อนเริ่มแปล

หมายเหตุสถานะกฎหมาย: ประเทศไทยยื่นภาคยานุวัติสารเข้าเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1961 (Apostille) เมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 (ที่มา: HCCH) ก่อนถึงวันดังกล่าว คำแปลและเอกสารยังต้องผ่าน การรับรองของกรมการกงสุลและสถานทูตปลายทางตามลำดับเดิม

เอกสารในกลุ่มนี้

ลำดับขั้นตอน

  1. รวบรวมต้นฉบับให้ครบทุกหน้า รวมหน้าที่มีเพียงตราประทับหรือลายมือชื่อ
  2. แปลเป็นภาษาไทย (หรือภาษาอังกฤษ กรณีส่งออกนอกประเทศ) โดยคงรูปแบบต้นฉบับ
  3. ผู้แปลลงนามรับรองความถูกต้องของคำแปลแนบท้าย
  4. หากศาลหรือคู่ความต้องการ ให้ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อรับรองเพิ่ม
  5. ยื่นต่อศาลพร้อมต้นฉบับเพื่อให้ตรวจเทียบได้

เช็กลิสต์เตรียมเอกสาร

คำถามที่พบบ่อย

ศาลไทยบังคับให้เอกสารภาษาต่างประเทศต้องมีคำแปลหรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 กำหนดให้กระบวนพิจารณาใช้ภาษาไทย และศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความส่งคำแปลภาษาไทยที่มีผู้แปลรับรองความถูกต้องพร้อมเอกสารภาษาต่างประเทศ ในทางปฏิบัติจึงควรเตรียมคำแปลไปพร้อมกันตั้งแต่วันยื่น

คำแปลในคดีต้องให้ทนายความรับรองด้วยหรือไม่

หลักคือผู้แปลเป็นผู้รับรองความถูกต้องของคำแปล ส่วนการให้ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อ (Notarial Services Attorney) รับรองเพิ่ม จะใช้เมื่อหน่วยงานปลายทางหรือคู่ความต้องการหลักฐานยืนยันตัวผู้ลงนาม ควรสอบถามผู้รับเอกสารก่อนว่าต้องการระดับใด

ถ้าเอกสารมีบางส่วนอ่านไม่ออกต้องทำอย่างไร

ผู้แปลต้องระบุไว้ตรงตำแหน่งนั้นว่าอ่านไม่ได้ (illegible) ห้ามเดาหรือเติมข้อความ เพราะการเติมเนื้อความที่ไม่ปรากฏในต้นฉบับทำให้คำแปลไม่ตรงกับพยานเอกสารและอาจถูกโต้แย้งได้

คำพิพากษาจากศาลต่างประเทศนำมาใช้ในไทยได้ทันทีหรือไม่

การนำผลของคำพิพากษาต่างประเทศมาใช้ในไทยขึ้นอยู่กับประเภทคดีและต้องผ่านกระบวนการทางศาลไทย เอกสารมักต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานประเทศต้นทางและสถานเอกอัครราชทูตไทยก่อน จึงควรปรึกษาทนายความและตรวจสอบกับศาลที่รับเรื่องก่อนดำเนินการ

ต้องแปลทั้งฉบับหรือแปลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง

โดยหลักควรแปลทั้งฉบับเพื่อไม่ให้ถูกโต้แย้งว่าเลือกแปลเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตน หากศาลอนุญาตให้แปลเฉพาะส่วน ต้องระบุขอบเขตที่แปลไว้ในคำรับรองอย่างชัดเจน

ชื่อบุคคลและชื่อบริษัทควรทับศัพท์อย่างไร

ควรยึดการสะกดตามเอกสารราชการที่ใช้อยู่จริง เช่น หนังสือเดินทางหรือหนังสือรับรองนิติบุคคล และคงชื่อภาษาต้นฉบับไว้ในวงเล็บ เพื่อให้ศาลเชื่อมโยงกับเอกสารอื่นในสำนวนได้โดยไม่คลาดเคลื่อน

ต้องการให้เจ้าหน้าที่ประเมินชุดเอกสารของคุณ ส่งภาพสแกนมาก่อนได้ทาง LINE หรืออีเมล แล้วทีมงานจะแจ้งขั้นตอนและค่าบริการที่ตรงกับกรณีของคุณกลับไป

กลุ่มเอกสารอื่น