หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (มาตรา 50 ทวิ)
หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ออกโดยผู้จ่ายเงินได้ ใช้พิสูจน์ว่ามีการหักและนำส่งภาษีแล้ว และใช้ขอเครดิตภาษีหรือขอคืนภาษีในต่างประเทศ
ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 ทวิ กำหนดให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้แก่ผู้ถูกหัก เอกสารนี้จึงเป็นเอกสารของผู้จ่ายเงินได้ ไม่ใช่ของกรมสรรพากร จุดนี้สำคัญเพราะกำหนดว่าต้องผ่านทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อก่อนเข้าสู่งานนิติกรณ์หรือไม่
เมื่อจะใช้ในต่างประเทศเพื่อขอเครดิตภาษี ผู้รับปลายทางมักต้องการเห็นสามอย่างพร้อมกัน คือ ผู้ถูกหักเป็นใคร ประเภทเงินได้คืออะไร และจำนวนภาษีที่ถูกหักเป็นเท่าใด หนังสือรับรองที่กรอกไม่ครบสามส่วนนี้มักถูกตีกลับ
หากผู้รับปลายทางต้องการหลักฐานว่าภาษีถูกนำส่งเข้ารัฐจริง ไม่ใช่แค่ถูกหักไว้ ควรขอหลักฐานการนำส่งของผู้จ่ายเงินได้หรือหนังสือรับรองการเสียภาษีจากกรมสรรพากรประกอบด้วย
กรณีเงินได้ที่จ่ายให้ผู้รับในต่างประเทศ อัตราการหักอาจลดลงตามอนุสัญญาภาษีซ้อน การขอใช้สิทธินั้นมักต้องแนบหนังสือรับรองการมีถิ่นที่อยู่เพื่อการรัษฎากรของผู้รับเงินได้ด้วย จึงควรวางแผนสองเอกสารนี้พร้อมกัน
เอกสารที่ต้องเตรียม
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 ทวิ ที่ผู้จ่ายเงินได้ออกและลงนามโดยผู้มีอำนาจ
- หลักฐานการนำส่งภาษีของผู้จ่ายเงินได้ เช่น แบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายพร้อมหลักฐานการชำระ
- เอกสารแสดงตัวตนของผู้ถูกหักภาษี พร้อมเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
- สัญญาหรือใบแจ้งหนี้ที่แสดงประเภทเงินได้ หากผู้รับปลายทางขอหลักฐานประกอบ
- หนังสือรับรองการมีถิ่นที่อยู่เพื่อการรัษฎากร กรณีขอใช้สิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
- หนังสือรับรองนิติบุคคลของผู้จ่ายเงินได้ เพื่อยืนยันอำนาจลงนามของผู้ลงนาม
ลำดับขั้นตอน
- ขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้จ่ายเงินได้ และตรวจว่ากรอกครบทุกช่องรวมถึงประเภทเงินได้
- ตรวจสอบว่าผู้ลงนามมีอำนาจตามหนังสือรับรองนิติบุคคลของผู้จ่ายเงินได้
- ให้ผู้มีอำนาจลงนามต่อหน้าทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร เมื่อผู้รับปลายทางต้องการ
- จัดทำคำแปลโดยผู้แปลที่ลงนามรับผิดชอบคำแปล
- ยื่นนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
- รับรองต่อที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทาง หรือขอ Apostille เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยแล้ว
เช็กลิสต์ก่อนยื่น
- ระบุประเภทเงินได้ จำนวนเงินได้ และจำนวนภาษีที่หักไว้ครบทั้งสามรายการ
- ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งผู้จ่ายและผู้ถูกหักถูกต้อง
- ผู้ลงนามเป็นผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองนิติบุคคลฉบับล่าสุด
- มีหลักฐานการนำส่งภาษีแนบ หากผู้รับต้องการพิสูจน์การนำส่งจริง
- ปีภาษีบนเอกสารตรงกับปีที่จะขอเครดิตภาษีในต่างประเทศ
คำแนะนำจากงานจริง
- ขอหนังสือรับรองทุกครั้งที่ถูกหักภาษี ไม่ต้องรอถึงสิ้นปี เพราะการตามย้อนหลังจากผู้จ่ายรายเดิมมักช้ากว่ามาก
- เก็บไฟล์สแกนคู่กับต้นฉบับ เพื่อให้ตรวจสอบตัวเลขได้โดยไม่ต้องเปิดต้นฉบับที่จะส่งออกนอกประเทศ
- หากผู้จ่ายเป็นบริษัทข้ามชาติ ให้ยืนยันว่าผู้ลงนามในไทยมีอำนาจจริง ไม่ใช่ผู้ลงนามจากบริษัทแม่
- วางแผนขอหนังสือรับรองการมีถิ่นที่อยู่ควบคู่ไปด้วย หากจะใช้สิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เข้าใจว่าเอกสารนี้กรมสรรพากรออกให้ ทั้งที่ผู้จ่ายเงินได้เป็นผู้ออกตามมาตรา 50 ทวิ
- ผู้ลงนามไม่มีอำนาจตามหนังสือรับรองนิติบุคคล ทำให้ทนายความรับรองลายมือชื่อไม่ได้
- กรอกประเภทเงินได้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้ผู้รับปลายทางปฏิเสธการให้เครดิตภาษี
- ใช้สำเนาที่ไม่มีการรับรองส่งไปต่างประเทศ ทั้งที่ผู้รับต้องการต้นฉบับหรือสำเนาที่รับรองแล้ว
คำถามที่พบบ่อย
ใครมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
ผู้จ่ายเงินได้ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นผู้ออกตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ใช่กรมสรรพากรเป็นผู้ออกให้
ใช้เอกสารนี้ทำอะไรได้บ้างในต่างประเทศ
ใช้เป็นหลักฐานว่ามีการหักภาษีในไทยแล้ว เพื่อประกอบการขอเครดิตภาษีหรือขอคืนภาษีตามกฎหมายภายในของประเทศปลายทางหรือตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
ต้องให้ทนายความรับรองลายมือชื่อหรือไม่
ขึ้นกับผู้รับปลายทาง เนื่องจากเป็นเอกสารของเอกชน หากผู้รับต้องการการรับรองระดับรัฐ มักต้องให้ผู้มีอำนาจลงนามต่อหน้าทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสารก่อนยื่นนิติกรณ์
หนังสือรับรองหายต้องทำอย่างไร
ขอให้ผู้จ่ายเงินได้ออกใบแทนตามข้อมูลที่บันทึกไว้ พร้อมขอหลักฐานการนำส่งภาษีประกอบ เพื่อให้ผู้รับปลายทางตรวจสอบความถูกต้องได้
ต้องแนบหลักฐานการนำส่งภาษีด้วยหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป แต่หากผู้รับต้องการพิสูจน์ว่าภาษีถูกนำส่งเข้ารัฐจริง การแนบแบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายพร้อมหลักฐานการชำระจะช่วยลดคำถามเพิ่มเติม
เมื่อ Apostille มีผลกับไทยแล้วต้องทำอย่างไร
เมื่อมีผลในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ตาม HCCH และประเทศปลายทางเป็นภาคี ขั้นตอนสถานทูตจะถูกแทนที่ด้วย Apostille ส่วนการลงนามโดยผู้มีอำนาจ การรับรองโดยทนายความ และการแปล ยังคงเหมือนเดิม
ต้องการให้ทีมงานตรวจเอกสารก่อนยื่น ส่งสแกนทาง LINE @nycli โทร +66-83-249-4999 หรืออีเมล nycli@ilc.ltd ทีมงานจะแจ้งขั้นตอน เอกสารที่ยังขาด และกรอบเวลาที่เป็นไปได้จริงตามกรณีของคุณ
กรณีที่เกี่ยวข้อง
- หนังสือรับรองการมีถิ่นที่อยู่เพื่อการรัษฎากร (Certificate of Residence)
- แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.90/91 และ ภ.ง.ด.50)
- ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) และเอกสาร VAT
- ใบขนสินค้าขาเข้า–ขาออกและเอกสารพิธีการศุลกากร
- ใบผ่านภาษีอากรและหนังสือรับรองการเสียภาษี
แหล่งอ้างอิงอย่างเป็นทางการ
ข้อกำหนดในหน้านี้อ้างอิงประกาศของหน่วยงานด้านล่าง โปรดตรวจสอบประกาศล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการก่อนยื่นทุกครั้ง
- กรมสรรพากร
- กรมศุลกากร
- กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศหน่วยงานรับรองนิติกรณ์เอกสาร (Legalization) และ Apostille ของไทย
- HCCH — Apostille Section (อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1961)ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี มีผลใช้บังคับ 28 กุมภาพันธ์ 2570 (2027)
บริการที่เกี่ยวข้อง
ค่าบริการขึ้นอยู่กับชนิดเอกสาร จำนวนหน้า และกรอบเวลา ส่งไฟล์สแกนทาง LINE @nycli โทร +66-83-249-4999 หรืออีเมล nycli@ilc.ltd เพื่อรับใบเสนอราคาเป็นลายลักษณ์อักษร